4 เมษายน 2017
วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้าย, leave early ตอนสี่โมงเพราะรีบกลับบ้านไปเตรียมตัวเพื่อจะไปแอร์พอร์ต
เป็นทริปที่ไม่มีการเตรียมตัว รู้แต่ว่าสิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือจัดการเรื่องกล้อง ขาตั้งกล้อง โดยการจัดแพลนเที่ยวจะเป็นหน้าที่ของแม่ และพ่อที่ช่วยเรื่องการจองที่พักด้วย
ทริปนี้มีความพิเศษคือ การเดินทางจะเริ่มต้นจากไฟล์ทบินไปยัง Norway และค่อยเดินทางต่อไปยัง Iceland
อาจจะเป็นข่าวดีที่ในไฟล์ทขาไป หาไฟล์ทบินที่มีช่วง transit ในระยะเวลาที่ต้องการไม่ได้ ด้วยสาเหตุที่มีเวลาน้อยเกินไป จึงตัดสินใจเลือกอีกช้อยส์แทน คือเลือกที่จะอยู่นอร์เวย์นานๆไปเลย จัดไป 2 คืน แล้วเอาเวลาไปเที่ยวในตัวเมือง Oslo แถวนี้นี่ล่ะ
Norway Impressions
-
Airport Express
ครั้งแรกของการมาเยือนสนามบิน Oslo บินด้วยระยะเวลา 10 ช.ม.กว่าๆ
เวลาที่นี่จะช้ากว่าไทย 5 ชม. ดังนั้นจึงมาถึงในตอนเช้าของวันที่ 5 เมษายน
เมื่อจัดการรับกระเป๋าเสร็จแล้วก็รีบหยิบชุดที่เตรียมไว้พร้อมรับมือกับอากาศหนาวยะเยือกข้างนอกสนามบินแผนของเราคือเมื่อมาถึง จะหยิบชุดเสื้อโค้ทและลองจอนจากกระเป๋าเป้ที่แพ็คใส่ทันที จะได้ไม่ต้อง unpack ของในกระเป๋าลากใหญ่
เราใช้คำว่าหนาวยะเยือกก็พูดได้ว่าเหมาะสม ในตอนนั้นอุณหภูมิประมาณ 4 องศา เกิดเป็นมนุษย์เมืองร้อนพอมาเจออากาศแบบนี้ก็มีสะทกสะท้านดีดดิ้นเป็นธรรมดา
ซึ่งพอมาถึงท้ายๆทริปตอนใกล้กลับ จากเดิมที่ 4 องศาก็รู้สึกหนาวมากแล้ว กลับกลายเป็นเฉยๆซะงั้น (ตราบใดที่ไม่มีลมน่ะนะ)
สนามบิน Oslo นั้นจะอยู่ห่างจากในตัวเมืองเราจึงต้องเดินทางด้วยรถไฟเข้าที่พักที่อยู่ในดาวน์ทาวน์
เราเลยเข้าไปซื้อตั๋วของ Airport Express ที่ Ticket Machine โดยตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคา 180 NOK และ ตั๋วสำหรับนักเรียนราคา 90 NOK
Nok หรือ kr = Norwegian Krones ตกประมาณ 1 nok = 4 บาทไทย
ผู้ใหญ่จะประมาณคร่าวๆคนละ 720 บาท และเด็กก็ประมาณ 360 บาท
แค่นี้ก็รู้สึกถูกขูดรีดละ….
แต่ข้อดีคือพนักงานตั๋วน่ารักมาก พยายามช่วยกดตั๋วและบอกทางไปยังชานชลา
และสิ่งที่น่าสังเกตคือพนักงานพูดอังกฤษกันได้ ! ทุกคนพูดอังกฤษได้แบบสบายๆ สวรรค์สุดๆ (ภายหลังพบว่าที่นี่พูดกันได้ Fluent กันทั้งเมือง)
ซึ่งนับว่าเป็นทริปที่สบายและได้ฝึกใช้อังกฤษได้มากกว่าทริปอื่นๆ
Airport Express หน้าตาดูดี มากกกกกกก ชอบดีไซน์ของรถไฟ เพราะทางออกแบ่งเป็น 2 ทาง ตรงกลางจะเป็นช่องเก็บกระเป๋าและจอโฆษณาอันใหญ่
ที่นั่งโดยสารจะนั่งหันหน้าเข้าหาจากตรงทางแยกทำให้เราไม่นั่งเพลินจนเลยป้ายแน่ๆ
และที่สำคัญคือเร็วมากกกกและขับละมุนนั่งไปก็ได้แต่คิดในใจว่าทำไม airport express บ้านเราไม่มีแบบนี้บ้างแต่ก็ได้แต่ฝัน






-
RuterReise
เมื่อเราถึงสถานีปลายทาง เราก็ไปซื้อตั๋ว RuterReise เป็นตั๋วที่สามารถใช้เดินทางได้ไม่ว่า bus, tram, metro, ferry หรือ รถไฟปกติ (ที่ไม่ใช่ Airport Express อันนั้นจะอีกราคาเลย)
โดยตั๋วสำหรับผู้ใหญ่สำหรับ 1-day จะราวๆ 90 kr

-
Tram & Bus in Oslo
การนั่ง Tram และ Bus ถือว่าเดินทางง่ายมากๆ ตอนแรกว่าจะซื้อซิมส์เอาไว้ใช้เน็ตเพื่อที่จะเปิดแมพออนไลน์เวลาอยากไปไหนจะต้องนั่งสายอะไรงี้ แต่พอนั่งสัก 2-3 คันก็เริ่มชิน บวกกับได้แผนที่เดินรถแบบ physical ด้วยแล้ว
ขอเพียงแค่มีแผนที่รถแค่นั้นก็พอ เน็ตหรือซิมส์ไม่ต้องซื้อแล้ว มันอ่านง่ายมาก !
แถมเราอยู่แค่ 1-2 วันเอง ไม่คิดมาก






- เที่ยวในเมือง Oslo
เราคิดว่าจะเดินเที่ยวเล่นไปเรื่อย ซึ่งบอกเลยว่าไม่มีแพลนไว้ว่าจะไปไหนเป็นพิเศษ 5555 เพราะเอาเวลาไปแพลนไอซ์แลนด์หมดแล้ว แต่ก็มีลิสท์ Attractions ไว้อยู่ เลยกะว่าไปสวนสาธารณะ Vigelandsparken ละกัน ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย





แต่ Vigelandsparker ไม่ค่อยได้ใจเราไปสักเท่าไร เพราะภาพทีเห็นมีแต่ความเหี่ยวแห้ง คงเพราะมาผิดฤดูด้วย ช่วงนี้เป็นปลายฤดูหนาวพอดี ไม่มีอะไรบานให้ดู ต้นไม้ก็ไม่มีใบ หมองๆมัวๆทั้งสวน
อีกอย่างคือเป็นสวนที่มีรูปปั้นเยอะมาก เอาจริงถ้าได้เห็นสักฤดูร้อน ใบไม้ผลิ คงจะสวยกว่านี้เยอะมาก
ระหว่างที่เราอยู่ในสวน ก็ได้ค้นพบอะไรบางอย่าง นั่นคือ
อยู่ๆฝนก็ตก !
นอกจากฟ้าเน่ามาก (เป็นคำที่ชอบใช้เวลาไม่เห็นท้องฟ้าที่ฟ้า มีแต่เมฆคลุมขาววววววทั้งหมด) ถ่ายรูปออกมาไม่สวย ก็ต้องมาหาที่หลบฝนอี๊ก ซึ่งแค่นี้อากาศก็หนาวพอตัวอยู่แล้ว พอฝนตกนี่มันยะเยือกเลย555555
พอหลบฝนเสร็จ ก็ไม่อยากอยู่ต่อละ เลยหา Tram ไม่ก็ Bus เดินเที่ยวเล่นไปตามสายละกัน (แอบเห็นว่ามีที่เที่ยวเพราะเห็นตอนขาไป Vigelandsparker ผ่านพอดี)










เราค้างที่นี่แค่คืนเดียว และเดินทางไปสนามบินเพื่อเตรียมไปไอซ์แลนด์ต่อในวันถัดมา


Iceland แลนด์น้ำแข็ง ? แต่แน่ๆ เราไปเพื่อล่าแสงเหนือ !
Iceland เป็นอีกหนึ่งประเทศตัวเลือกที่ดีในการมาล่าแสงเหนือ หรืออีกชื่อว่า Northern Light แต่ถ้าพูดให้คนที่นี่เข้าใจมากกว่าคือ Aurora Borealis ชื่อเดียวกับเจ้าหญิงนิทรานี่เอง (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรด้วย)
เพราะไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่เรียกได้ว่ามีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เมื่อเทียบกับสัดส่วนของประชากรที่มีแค่ 3 แสนกว่าคนเอง ด้วยเหตุผลที่การถ่ายแสงเหนือถ่ายเห็นได้แค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และจำเป็นที่ห้ามมีแสงรบกวน เช่น แสงไฟจากในเมือง นี่ก็ทำให้ช่วยเรื่องการถ่ายได้เลย
อีกอย่างคือ แสงเหนือถ่ายได้เฉพาะตอนฟ้าเปิดเท่านั้น ถ้ามีเมฆเต็มฟ้าก็จบจ้ะ โดยที่นี่เขามีพยากรณ์ด้วยนะ
http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/
ค่าที่บอกว่าจะมีโอกาสที่จะเห็นแสงเหนือจะวัดตาม Kp โดยยิ่ง Kp มาก ก็ยิ่งมีโอกาสมากที่จะได้เห็น ถ้า Kp = 9 เป็นเลขสูงสุด มีโอกาสเห็นเยอะมากก แต่ถ้า Kp = 0 นี่เรียกว่าอย่าหวังเลย
แต่ ! ถ้า Kp เยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เห็นเสมอไป ถ้ามีเมฆเต็มฟ้าก็จบ (อยู่ดี)
บางคนมาเที่ยวที่นี่ ตลอดทั้งทริปจนกลับไปก็ยังไม่เจอแสงเหนือเลยก็มี
สรุปคือนี่มาหาแสงเหนือหรือมาเสี่ยงดวง ทำไมมันยากเงงงง้
เลยเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียก ล่า แสงเหนือกัน
ส่วนใหญ่แล้วคนที่ไปเที่ยวไอซ์แลนด์เลือกที่จะเดินทางด้วยรถเช่า รถเช่าที่ว่าก็จะมีตั้งแต่ 2-wheel, 4-wheel, รถนอน ที่นอนได้ตั้งแต่ขนาด 2 คน, 4 คน ก็ว่ากันไป
เหตุผลที่หลายๆคนเลือกรถเช่าแบบนอนเเพราะว่าไปไหนมาไหนง่าย อยากหยุดเมื่อไรก็หยุด ถึงเวลาดึกก็ล่าแสงเหนือ+ตั้งแลนด์มาร์กทัน แต่ข้อเสียคืออาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำลำบาก
เราก็เลยเลือกรถเช่าธรรมดา โดยในทริปนี้จะมีกันมาแค่ 3 คน มีแม่ พ่อ และเรา ส่วนน้องสาวมาไม่ได้เพราะติดสอบ ดังนั้นการตัดสินใจจึงไปจบลงที่ขับรถเช่า 2 wheels ที่สามารถยัดกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ 3 ใบไว้ท้ายรถได้ และนอนโรงแรมไม่ก็ BnB เอา
ซึ่งมาเที่ยวราวๆ 10 คืน คุณภาพที่นอนแต่ละวันนี่มีตั้งแต่เรียกว่าจากสะดวกสุดๆ ยันไปที่ไม่อยากจะนอนอีกคืนเลยทีเดียว
เราเดินทางมาไอซ์แลนด์ด้วยสายการบิน Icelandair
การเดินทางจาก Norway ไป Iceland ใช้เวลาแค่ 2-3 ชม.ก็ถึง เมื่อมาถึง Airport ก็มีคนจากบริษัทรถเช่ามารับ
เจ้าที่เราเช่าชื่อว่า Lotus Car Rental แต่เสียอย่างเดียวคือคนรับทำหน้าบูดเป็นตูด แต่ติดที่สวยมาก เป็น Teens ที่เดาว่าน่าจะอายุน้อยกว่าเรา ที่ต่อจากนี้เราจะเรียกว่า แอบบี้
แอบบี้ทำหน้านิ่งตลอดเวลา เหมือนเบื่อโลก ไม่รู้ว่าเขามีหน้าอย่างงี้อยู่แล้วหรือวันนี้เมนส์นางไม่มา
แต่ช่างมัน เขาก็พาเราขึ้นรถเพื่อไปสำนักงาน เพราะสำนักงานจะอยู่แยกออกจากสนามบินไปอีกที เขาก็พานั่งรถตู้คันใหญ่มากกกก ลืมขนาดรถตู้แถวอนุสาวรีย์ไปได้เลย นี่คันใหญ่กว่าเยอะมาก
เมื่อถึง เราก็จัดการเอกสารรถเช่าและเช็คตรวจตรารอยรถให้เรียบร้อย พ่อเราเป็นคนละเอียดมาก ก็จะพยายามเช็ครอยให้เรียบร้อยเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นรอยที่เราไม่ได้ทำ เวลาคืนรถจะได้ไม่มีปัญหา
ในใบจะมี modelโครงร่างรถคร่าวๆ เขาก็จะวงว่าตรงไหนเป็นรอยบ้าง ป๊าก็เช็คใหญ่
ป๊า : นี่รอยที่นึง
แอบบี้ : we knew
ป๊า (เดินรอบรถ) : นี่รอยอีกที่นึง
แอบบี้ : we knew
ป๊า (เดินรอบรถ) : นี่ๆๆและนี่ รอยอีกที่นึง
แอบบี้ : we knew
ป๊า : นี่รอ…
แอบบี้ : ที่นี่เรารู้ว่ารอยอยู่ไหน เรารู้เพราะเรามีเขาและดูแลเขาเหมือนลูกของเรา
แอบบี้พูดขึ้นด้วยหน้าตายบวกน้ำเสียงที่เหมือนเพิ่มความรำคาญ
โอโมะ

แล้วป๊ากับมิวก็มองหน้ากันและขึ้นรถทันที ตูไม่เช็คแล้วก็ได้
ที่ที่แรกที่เราจะไปคือเข้าตัวเมือง Reykjavík เลย จริงๆสนามบินก็อยู่ Reykjavík นะ แต่ห่างจากตัวดาวทาวน์ออกไป อารมณ์เดียวกับสนามบินสุวรรณภูมิอยู่กรุงเทพนะแต่ขอบนอกสุดแค่นั้นเอง แต่กรุงเทพไงล่ะกรุงเทพ
เหตุผลที่เข้าตัวเมืองนั่นคือ เราตั้งใจเพื่อไปซื้อซิมส์และของสดที่ห้าง Kringslan ก่อน แล้วเดินทางออกจากเมืองไปอีกที่ทันที เดี๋ยวจะทำเวลาไม่ทัน
การเที่ยวไอซ์แลนด์ของเราจะเดินทางทั่วเกาะให้ทิศทวนเข็มนาฬิกา โดยพึ่ง offline GPS ที่ชื่อว่า maps.me เป็นแอพที่ดีมากกกกกกกก สามารถปักหมุดสถานที่ที่จะไปและคอยนำทางเราไปโดยไม่เปลืองเน็ตเลยสักนิด แม้แต่ google maps ก็ยังไม่แม่นเท่านี้ด้วย


หลังจากที่เราเข้าไปซื้อของที่ห้าง Kringslan เรียบร้อยด้วย GPS และฝีมือเนวิเกเตอร์ทีเก่งมาก (เราเอง) เราก็ออกจากห้างด้วยความกังวลที่ว่า
ชิท.. ฝนตกอีกแล้ว
ตั้งแต่ทริปนี้ ต้องพูดว่าแทบไม่เห็นฟ้าเปิดเลย และตอนนี้ฟ้าก็ทึบขาวปนเทาไปหมด
ฝนก็ค่อยๆโปรยลงมาจากพรำๆมาหนักขึ้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นเลเวลก็ไม่เท่ากับตอนกรุงเทพฝนตกน้ำท่วมขังเป็นทะเล
ยิ่งตอนนี้เราก็ต้องระมัดระวังพิเศษเพราะพึ่งขับวันแรก ยิ่งคนขับจะอยู่ทางซ้าย สลับกับบ้านเราอีกด้วย
ยิ่งขับไปก็ยิ่งระแวง บรรยากาศก็ไม่ค่อยดี ตอนนี้ก็ทุ่มกว่าๆ ฟ้าก็เริ่มครึ้มๆแล้ว
จนขับไปเรื่อยๆ จากบรรยากาศที่ยังเห็นวิวเขาหิมะไกลๆ สักพักก็เริ่มขาวทะมึนจนเป็นแบบนี้

อห !!!!
(ย่อมาจากคำว่า โอ้โห อื้อหือ อื้มมมหือออ อาเห้ หรือ อีเ-ี้ย! แล้วแต่บริบทและวิจารณญาณคนอ่าน)
อห นี่นึกว่าอยู่ Silent Hill
มันจะหมอกอะไรได้ขนาดนี้
ระหว่างที่เรากำลังลุ้นว่าจะมีปีศาจหัวพีระมิดจะโผล่มาจากข้างทางไหม เราก็ช่วยสังเกตถนนในการเดินทางไปด้วย
ถนนที่นี่แคบมาก การแวะจอดข้างทางจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ยกเว้นจะเป็นที่จอดรถให้แวะจอดจริงจัง
และที่นี่ยังมีกฏหมายออกมาว่าในการขับรถจะต้องเปิดไฟหน้ารถตลอดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง เพราะอากาศแปรปรวนเหมือนมนุษย์เมนส์
จริงๆอันหลังเขาไม่ได้บอกงั้นแต่เติมเอง

ผ่านไปหลายชม. ระหว่างทางก็ภาวนาไปว่าป้ายข้างหน้าจะเป็นเมือง Laugarvatn ไม่ใช่ Silent Hill
จนเมื่อแอพ maps.me ก็บอกว่า ถึงแล้วนะ Laugarvatn Hostel
เราก็ โอเคคคคคคคคคคค
รอดว่ะคืนนี้
Leave a comment