((บทความนี้เขียนไปแนบรูปและวิดีโอต่างๆจากอดีตที่ผ่านมา))
ต้นปี 2025 ที่เราหันมาวิ่งกับปั่นมาหลายเดือน ตอนนั้นซื้อรองเท้าจักรยานเพราะไปฟิตติ้งจักรยานพอดี เนื่องจากติดคลีทแล้วจะ improve กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆของการปั่นด้วย แล้วเขาดันเซลล์ shimano ตัวที่เป็นรองเท้าไตรกีฬา
สำหรับคนที่ไม่ทราบ รองเท้าจักรยานกับรองเท้าไตรจะต่างกันเล็กน้อย รองเท้าจักรยานจะเป็นเกลียวบิดในการรัดเท้า แต่ไตรจะเป็นตีนตุ๊กแกแบบในรูป เวลา mount ลงจากจักรยานใน transition ไปจุด transition เพื่อวิ่งต่อ มันจะง่ายกว่า
ตอนนั้นเราก็นึกเล่นๆว่า ซื้อรองเท้าไตรแล้ว ก็แข่งไตรเลยไหมล่ะ? (ตอนนั้นยังว่ายน้ำไม่อึดเลยด้วยซ้ำ)
แต่ไม่นานนัก เราก็ตัดสินใจ Challenge ตัวเอง สนามชื่อ Pattana Triathlon Festival 2025 วันที่ 7 September 2025 ไม่รู้ว่าบ้าหรืออะไร แค่คิดว่าถ้าชีวิตนี้จบไตรกีฬาได้คงจะเท่ดี (มนุษย์ที่เขียนแต่โค้ดอยู่แต่หน้าคอมจบไตรได้ว่ะ ค่ดเท่) โดยที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกีฬานี้เลย ณ เวลานั้น
หลังจากที่สมัครไปแล้ว ก็ manifest ภาพตัวเองว่าจบไตรได้บ่อยครั้ง ยิ่งตอนภวินไปแข่งไตรที่งานสามร้อยยอด เราก็ไปเกาะติดให้กำลังใจนางเลยยิ่งเห็นภาพชัดว่าการแข่งขันหน้าตาแบบไหน
การซ้อม
เราลงแข่งระยะที่ beginner ที่สุดคือระยะ Sprint คือการว่ายน้ำ 750m, ปั่นจักรยาน 16 km และวิ่ง 5 km ถ้าเปรียบเทียบในกีฬาทั้งหมด กีฬาที่เรามั่นใจที่สุดคือการวิ่ง และน้อยสุดคือการว่ายน้ำ
อันที่จริงก่อนลงแข่งขัน เราไม่สามารถเรียกเต็มปากว่าว่ายน้ำเป็นได้ มันว่ายได้แต่ว่ายแบบหอบเมื่อถึงขอบสระ 20m ด้วยการกลั้นลมหายใจ555555
และแน่นอนว่า 750m จะกลั้นยังไงไหว เลยไปลงเรียนว่ายน้ำ Open water swimming กับโค้ชหนุ่ม hydrodynamic ช่วงเดือน July ที่ทำให้เปิดโลกการว่ายน้ำไปเลย (ซึ่งเขาไม่ว่ายแบบกลั้นหายใจกันเว้ย เขาหายใจกันปกติเหมือนวิ่งเลย แค่อยู่ในน้ำ!) และในที่สุดก็สามารถเอาชนะความกลัวการว่ายน้ำในบึงได้
แบบสั้นๆคือ ได้ฝึกว่ายในบึงครั้งแรก มืดมาก น่ากลัวมาก ทำได้ไม่ค่อยดีแต่โค้ชก็ cheer up ตลอดเลยผ่านมาได้
(อ่านในโพส instagram ได้ ว่าเรียนเป็นไงบ้าง)
หลังจากที่เรียนกับโค้ชหนุ่ม ก็ได้ไปซ้อม drill เองที่บ้าน และซ้อมเก็บระยะว่ายต่อเนื่องเรื่อยๆ แรกๆเก็บระยะได้ 400m แล้วค่อยขยับเป็น 800m
มีไปซ้อมว่ายบึงอีกรอบที่บึงไมตรีจิต น้ำใสมาก ทำได้ดีกว่าครั้งแรกที่ฝึกกับโค้ชมากๆโดยที่รอบนี้ว่ายได้เอง โค้ชไม่ได้คุมระหว่างการว่าย
ซ้อม brick session ด้วย
Brick session หรือ Brick training คือการซ้อมให้ร่างกายคุ้นชินกับกล้ามเนื้อเวลาที่เปลี่ยนกิจกรรมจากการปั่นไปสู่การวิ่ง วิธีซ้อมง่ายๆคือการปั่นและตามด้วยการวื่ง
ครั้งแรกที่เราลองทำเราปั่น 47 km (2 รอบ skylane) ตามด้วยวิ่ง 1.4 km (ตั้งใจจะวิ่ง 3 km แต่ไม่ไหวจริงๆ)
ปรากฏว่ารู้สึกได้ว่าขาเกิดอาการ jelly legs คือขาเหลวเป๋วไปหมด ไม่เชิงว่าขาก้าวไม่ไหวแต่ทุกการก้าวมันเหลว กล้ามเนื้อมันงงว่าเกิดอะไรขึ้น (อยากให้ทุกคนได้ลอง อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก555) เรากรี๊ดออกมาเลย มันเป็นความรู้สึกเหนื่อย+แปลกๆจนกรี๊ดออกมา
พอครั้งๆหลังๆฝึกบ่อยขึ้น ก็ไม่ค่อยเป็นแล้ว
ในวันที่ใกล้แข่ง สามารถซ้อมbrick session แบบไม่ติดขัดอะไร เพิ่มระยะวิ่งเป็น 3 km ครบรอบสนามวิ่งได้
ก่อนแข่ง 1 สัปดาห์กว่าๆเป็นโควิดด้วย รู้สึกได้เลยว่า performance ตกลงมาหน่อยนึง
ตัดภาพมาวันแข่ง
เปิดตัวว่ายน้ำ เวลา 7:05 น. แต่เรามายืนรอแถว waiting area ตั้งแต่ก่อน 6 โมงละ พอใกล้ถึงเวลาก็เติมเจล 1 กรุบ และโชคดีได้ electrolytes จากพี่เจนนี่ คนรู้จักของเพื่อนอีกที ขอบคุณมากๆค่ะ
ว่ายน้ำ
ด้วยเหตุที่ว่าถ้าใครว่ายแบบห้อยบุย จะต้องออกตัวหลังคนที่ไม่มี พี่เจนนี่เลยชวนว่าเราอยู่แถวหน้าของแก๊งบุยไหม ก็เลยไปต่อแถว ปรากฏว่าพอออกตัวลงน้ำปุ๊บ อื้ม น้ำเขียวของแทร่ อย่างที่เขาบอกกัน
ว่ายได้ไม่กี่วิ ชน+เจอคนเยอะมาก รู้สึกตกใจแม้กระทั่ง staff ที่ยืนอยู่ขอบสนาม ณ ตอนนั้น (เพราะตอนซ้อมที่บึงตะโก้,บึงไมตรีจิตไม่มีคนเยอะขนาดนี้) เรารู้สึก panic คนข้างหลังก็ตามมาเรื่อยๆ เริ่มเครียดและ fail รู้เลยว่า Heart rate พุ่งแบบร้อนหน้าผ่าว ทั้งๆที่ว่ายน้ำควรจะ heart rate ต่ำมากๆ
จำคำพูดของโค้ชได้ขึ้นใจ “ว่ายน้ำแล้วห้ามเหนื่อย ถ้าเหนื่อยเราจะpanic ถ้า panic เราจะจม” เลยหยุดเกาะบุยพัก heart rate เอาเท่าที่ไหว แล้วสลับกับการว่ายที่ใช้ muscle memory ใช้ความรู้สึกนำเอาแล้วคิดว่า “ทำตามที่ซ้อมๆ!!!”
ตอนที่เราพักเกาะบุย กลายเป็นว่าจากที่คนเยอะตะกี้ คนเริ่มซาแล้ว เหลือแต่คนที่ว่ายด้วยบุยเน้นๆ เราก็ว่ายๆๆๆ สักพักอ้าวว่ายเฉไปทางขวามากไป เลยพยายามว่ายเฉไปทางซ้ายมากขึ้น แล้วก็ อ้าว ทำไมมันยังเฉอยู่ดี 555555 ใจนึงก็แอบดีใจที่คนน้อยลง แต่อีกใจก็เฟลนิดหน่อยที่ตัวเองช้ากว่าคนอื่น
โดยรวม เราว่ายสลับเกาะบุยเพื่อเปลี่ยนทิศการว่ายบ่อยๆ เพราะเส้นทางมันโค้ง และเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองเป็นคนว่ายซิกแซก จนกว่าจะขึ้นฝั่งได้ นับแล้วว่าหัวเกือบโม่งไอไข่ปลา(เส้นกั้นขอบสนาม)ไป 2-3 รอบ ![]()
ตอนขึ้นมาเจอว่าป๊ามารออยู่แล้ว ดีใจสุดๆ ตอนขึ้นมาก็เม้ารัวๆ 5555 พอวิ่งล้างตัวเสร็จเจอโค้ชหนุ่มและแอดอ้อมรออยู่ โค้ชอัดวิดีโอให้ด้วย โค้ชตะโกนบอก “สู้ๆ ลูก สู้ๆ”
อิมิววิ่งไปบอกโค้ชไป “หนูไปผิดทางตลอดเลย” 555555555555

Transition 1 + ปั่น
พอขึ้นจากน้ำปุ๊บ อิฉันวิ่งรัวๆ ในเมื่อเราไม่มีหางเงือกเราก็มีขา !!! (นึกภาพตัวเองเป็น little mermaid ตอนนางเอกขายหางทิ้งแล้ว 1)
วิ่งชดเชยกับที่เสียเวลาในน้ำไป ของจริงที่ซ้อมเยอะมันอยู่เน้!! วิ่งกับปั่นตลอด 8 เดือน
ซึ่งเรารู้ตัวเลยว่ามาช้าเพราะตรง transition แถบเราแทบไม่มีจักรยานอยู่เลย เขาล่วงหน้าไปกันหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไร เราก็หยิบเจลมากินก่อนเลย ซึ่งเราไม่ได้ฝึก transition อะไรมากมาย มาแข่งแบบขำๆ55555 แค่หยิบอุปกรณ์ครบก็พอ ล้างหน้า,เช็ดเท้า, ใส่รองเท้า, ใส่บิบ, ใส่หมวกจักรยาน, ตั้ง gopro
แล้ววิ่งๆๆไถจักรยานแบบไกลมากก ต้องเดินจนจบเส้นทางพรมกว่าจะถึงจุด mount แล้วขึ้นปั่นได้
การปั่นถือว่าโอเคใช้ได้ แซงใครได้ก็แซงเลย ณ จุดนี้ + ฝนตกหนักเรื่อยๆ โชคดีที่ใส่แว่นปั่น ช่วยได้เยอะมาก ส่วนเส้นทางปั่นบอกเลยว่า อู้หูววว เนินฉ่ำ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง rolling รัวๆ ตามที่เพื่อนอิ๊ง เพื่อนที่ชื่นชอบการแข่งไตรได้เล่าไว้ โชคดีที่เพื่อนบรีฟมาให้ฟังก่อนเลยทำใจมาพอสมควร
อันที่จริงเราซ้อมปั่นที่ skylane มาพอสมควรนะ แต่ไม่ได้ซ้อมไต่เขาหรือลงที่ลาดมาก่อนเลย ใช้เซ้นส์การปั่นแบบปั๊มเกียร์หนักตั้งแต่ลงเนินแล้วเกียร์เบาตอนขึ้น ช่วยลดแรงตอนปั่นขึ้นได้เยอะในหลายๆจุดที่เจอ โดยเฉพาะมีสะพาน1-2 อันสูงมากกก ปราบเซียน
ระหว่างปั่นไป น่าจะระยะ 10+ km กว่าๆ มีพี่ผู้ชายชุดดำปั่นแซงนำไป แล้วอยู่ๆแกก็ยกแขนหันมา 90 องศาพร้อมชูนิ้วโป้งให้ อ้อแกส่งนิ้วโป้งให้เรานี่หว่า ดีใจโคตรๆ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆแกยกนิ้วโป้งให้แต่รู้สึกมีกำลังใจ
สำหรับเส้นทางปั่นเขาไม่ได้ปิดถนน 100% ดังนั้นต้องขี่ด้วยความระมัดระวังมากๆ บวกกับฝนที่ตกลงมา และหลุมบ่อในเส้นทาง

Transition 2 + วิ่ง
ตอนปั่นเรานึกขึ้นได้ว่าไม่ได้หยิบเจลมากินตอนปั่น พอกลับถึงจุด transition ปุ๊บ รีบหยิบเจลมากินปั๊บ ความตลกคือเราพกกระจกมาด้วย เติมลิป 1 กรุบ เดี๋ยวตอนถึง finish line จะไม่สวย55555555
หยิบหมวก,เช็ดเท้าอีกรอบเพราะเปียกฝนใส่ถุงเท้า,ใส่รองเท้า, หยิบมือถือ
โอเคไปวิ่งได้
เส้นทางวิ่งก็หฤโหดเกินคุณพี่ เป็นเส้นทางปั่นของ Pattana resort ที่มีแต่เนินนนนนน ช่วงวิ่งแรกๆก็สู้เอา วิ่งขึ้นเนินด้วยเพซ 6 ไปเลยคุณพี่ ส่วนใหญ่ช่วงขึ้นเนินคนเขาเดินกันเยอะมาก บอกเลยว่าแซงให้ได้แซงหมด 5555 เพราะวิ่งคือจุดแข็งของเรา มีแค่บางช่วงที่เดินนิดเดียวเท่านั้น นอกนั้นสับยับ วิ่งแซงใครไปก็พูดว่า “สู้ๆค่ะ สู้ๆค่ะ”
วิ่งช่วงแรกๆรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวอยู่ 2.5km, 3km, 3.5km ไปเรื่อยๆ แต่พอ 4 km ก็เริ่มล้าละ หลังๆขึ้นเนินด้วยเพซ 7 ละ เหมือนพลังเริ่มหมด เนินเยอะจนนึกว่าวิ่งเทรล ไอบ้าาา 5555 มันเป็นเนินของช่วงเขาในรีสอร์ทอ่ะ งงมาก รอบข้างคือป่าและสนามกอล์ฟ
จนวิ่งใกล้จะจบละ อีกสัก 500m (ที่เพิ่งรู้ทีหลังว่าวิ่งจริง 5.5 km ไอบ้าาา) เราแซงพี่ผู้หญิงคนนึงใส่เสื้อ zoot แขนกุด พูด”สู้ๆค่ะ” เหมือนเดิม แกตะโกนถามว่า “มียาแก้ตะคริวไหมคะ” เราก็บอกว่าไม่มีเลยค่ะ วิ่งไปเรื่อยๆเจอ staff เลยเรียกเขาให้ไปช่วยพี่ผู้หญิงที่ตามหลังมาหน่อย
พอเข้า stadium ปุ๊บ ถึงเส้นชัย โคตรดีใจจจ นี่สินะภาพที่เรา manifest มาตลอด 5 เดือนนี้
ส่วนภวินมาถึงก่อนสัก10 นาทีได้ เจอภวินที่เส้นชัยอัดวิดีโอให้ ดีจุยสุดๆ



ความรู้สึกโดยรวม
– สรุปเวลาโดยรวม ว่ายน้ำช้า, ปั่นกับวิ่งโอเคอยู่ แต่โดยรวมไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร เพราะมันเต็มที่และจบแบบ strong ไม่มีความรู้สึกว่าเส้นชัยอยู่เกินเอื้อม รู้สึกว่าเวลาไปไวและรู้จุดอ่อนของตัวเองที่อยากไปปรับปรุงให้เทพขึ้น ชอบความรู้สึกนี้มาก
– ไปดู race result แล้วตลกมาก พักใน transition นานกว่าชาวบ้าน ฮาาาา นั่งกินเจลไปเติมลิปไป เน้นแข่งแบบเอาสนุกใน race แรก เพื่อให้ race ถัดไปมีช่องให้ improve ![]()
ขอบคุณภวิน Phawin Khongkhasawan ผู้เป็นกำลังใจ เพื่อนซ้อมและแรงบันดาลใจในการแข่งไตร
ขอบคุณโค้ชหนุ่ม Supewong Rojvanit สำหรับคอร์สดีๆและเปิดโลกการว่ายน้ำของมิว Open Water Marathon Swimmers (OWMS)
ขอบคุณป๊าที่ขับรถจากบ้านมาเชียร์ลูก ถ่ายวิดิโอแล้วกลับในภายในวันเดียวกัน55555
ความรู้สึกหลังจบไตรแรกในชีวิต
เราเคยคิดมาตลอดว่า เออถ้ามาแข่งมันคงจะต้อง push effort เกินปกติดันๆๆให้จบให้ได้ แต่ความจริงคือไม่เลย ‘เรากลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก’ เราคิดในใจระหว่างตอนวิ่ง ตอนระยะเหลือ 1 kmก่อนเข้าเส้นขัย
ทุกคนอ่านแล้วอาจจะงง อ้าว แล้วมันเหนื่อยไหม? มันเหนื่อยนะ วิ่งขึ้น-ลงเขา โคตรๆๆเหนื่อย แต่เรายังมีแรงไปต่อได้เรื่อยๆ ความน่าประหลาดคือความพยายามที่ซ้อมมาตลอดทำให้ร่ายกายในวันแข่งไม่ surprise ขนาดนั้น แม้ heartrate จะพุ่งมากแค่ไหน แต่ร่างกายยังไปต่อได้
ระหว่างการแข่ง ท่องไว้อย่างเดียวว่า สิ่งที่ซ้อมมาจะช่วยเราในวันนี้ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ
การมีวินัยตลอดที่ผ่านมา ตื่นตี4 เพื่อไปสนามปั่น, ฝึก brick session ที่เจ็บก้นแทบกรี๊ด, หรือ อดทนกับความน่าเบื่อในการ drill ว่ายน้ำ มันค่อยๆ shape เราให้แกร่งขึ้น
ขอบคุณทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ และหวังว่าทุกคนเองจะได้พบกับตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น

Leave a comment