Favourite Books of August — รีวิวหนังสือเด็ดๆในเดือนสิงหาฯนี้

จบเดือนสิงหาแล้ว ! เป็นเดือนที่เรียกได้ว่าลดละความรู้สึกผิดต่อกองหนังสือมาก เพราะ ! ว่า ! เราอ่านหนังสือทุกอย่างที่ขวางหน้า ใครมีอะไร อ่ะไหนน่าสนใจแฮะ ไหนๆขอมายืมหน่อย ไม่ก็จู่ๆเดินเข้าไปร้านหนังสือก็สามารถซื้อแบบไม่รู้สึกผิดว่าจะเอาไปกองที่วางให้ฝุ่นเกาะ เพราะว่าเราอ่านมันทันที !
(ด้วยเหตุผลอะไร ไว้จะเล่าตอนท้าย)

และบังเอิญว่าหนังสือส่วนใหญ่ที่อ่านมันดีๆทั้งนั้นเลย เราก็เลยจะอยากจะแชร์ว่าแต่ละเล่มดียังไง คุ้มค่ากับการอ่านยังไง

1. Who Moved My Cheese? ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

cr. http://www.chulabook.com

แนว: พัฒนาตนเอง

เกี่ยวกับ: เล่มนี้เล่าถึงตัวละคร 4 ตัวด้วยกันที่ไล่ล่าหาเนยแข็งเพื่อประทังชีวิตอยู่ในเขาวงกต ทั้ง 4 ตัวละครได้เจอกับกองเนยแข็งมหึมา แต่แล้ววันหนึ่งเนยแข็งกองนั้นได้หายไป

ความเห็น: เป็นหนังสือที่อ่านเร็วมากกก เหตุผลเพราะเล่มนี้จะสั้นมากเหมือนเรื่องสั้น แต่บอกเลยว่ามีแต่เนื้อๆทั้งนั้น น้ำๆนี่แทบไม่มี ทุกคำพูด ทุกคำอธิบายในเล่มมันจุกในใจ

เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเล่มนี้มากๆ

เขาเปรียบเทียบว่าเนยแข็งนั้นคือการเปลี่ยนแปลง

ในทุกๆวันที่เราเสาะหาสิ่งที่เรารัก และวันหนึ่งเราก็พบมัน (เนยแข็งนั่นเอง) สิ่งนี้มันก็อยู่กับเราไปสักพักจนเราเริ่มชินชากับมัน เนยแข็งที่ว่า มันหลอมหลวมเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันจนเราขาดมันไม่ได้

แต่แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เนยแข็งของเรานั้นมีโอกาสที่จะหายไปได้ตลอด หรือกลายร่างเป็นเนยแข็งขึ้นราก็ได้

เขาเปรียบเนยแข็งว่าเป็นได้ทั้งความรัก ความสัมพันธ์ การงาน สุขภาพ หรืออะไรก็ตามที่เรารักและสบายใจที่จะอยู่กับมัน

ในระยะแรกที่เราพบว่าเนยแข็งหายไป บางคนอาจจะกระวนกระวาย ร้องไห้ เสียสติ อ่ะเพราะแน่นอนล่ะ ก็สิ่งที่เรารักหายไปนิ

แต่บทเรียนจากในหนังสือจะพยายามให้เราคิดและนึกตามว่า แท้จริงแล้ว เราควรจะร้องห่มร้องไห้กับเนยแข็งที่หายไป หรือควรจะตระหนักว่าแท้จริงแล้วทุกอย่างบนโลกย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจังอยู่แล้ว หรือเราควรจะลุกขึ้นมาใหม่เพื่อตามหาเนยแข็งอันใหม่เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตต่อกันแน่

2. Out of the Maze ออกจากเขาวงกตได้แล้ว

cr. http://www.chulabook.com

แนว: พัฒนาตนเอง
เกี่ยวกับ: เล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจาก Who Moved My Cheeze? ต้องอ่านเล่มในข้อ 1 ก่อนถึงจะดี

ความเห็น: เล่มนี้เป็นภาคต่อ เนื้อเรื่องจะเน้นลงไปถึง ‘ความเชื่อ’ แทน 
เหมือนกับว่าในช่วงเวลาที่เรา lost หลงทางในเขาวงกต เรามีความเชื่อว่าเนยแข็งมันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา แต่แท้จริงแล้วมันอาจจะไม่ได้มีแค่นั้นก็ได้นะ ?

“ความเชื่อเดิมๆ ไม่ช่วยให้พบเนยแข็งใหม่”

เพราะความเชื่อคือสิ่งที่เราคิดไปว่ามันถูกต้อง ในบางครั้งความเชื่อที่เราคิดว่ามันใช่ก็พาเราไปสุดทางและพบกับความว่างเปล่า ความสิ้นหวัง 
หรือบางครั้งมันก็พาเราไปถึงความสุข ความสำเร็จ

เราต้องเลือกว่าเราจะติดกับดักตัวเอง ขังตัวเองไว้ในกรงที่เรียกว่า ‘ความเชื่อ’ จนออกมาไม่ได้ หรือจะทะลายกรงนี้ทิ้ง

เล่มนี้ก็สั้นเช่นเดียวกัน อาจจะไม่พีคเท่าเล่มแรก แต่ความเนื้อเน้นๆของมันยังคงกระแทกใจได้ไม่แพ้เล่มแรกเลย

3. Kiss That Frog จูบกบตัวนั้นซะ

cr. www.se-ed.com

แนว: จิตวิทยา
เกี่ยวกับ: เล่มนี้ก็ใช้การเล่าเรื่องเป็นการเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน คราวนี้เขาเปรียบเทียบว่าเราเป็นเจ้าหญิงที่วันหนึ่งได้พบกับเจ้าชายในร่างกบ

ทุกคนย่อมรู้ตอนจบของเรื่องดีว่าในตอนสุดท้าย เจ้าหญิงก็จุมพิตกับกบ และกบก็กลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงและเจ้าชายก็ครองรักกันอย่างมีความสุข

ความพีคของเล่มนี้คือ เราจะจุมพิตกับกบที่น่าขยะแขยงได้ยังไง เพื่อสุดท้ายเราจะได้จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

ความเห็น:

เล่มนี้เป็นเล่มที่เราชอบมากๆๆๆๆ เราทำเล่มนี้หายไปจนต้องไปหาซื้อมาใหม่ (อาจจะหาซื้อยากนิดนึง ดูจาก online store แล้วไม่ค่อยมีของ) 
เล่มนี้จะพยายามให้เราเปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก

ยกตัวอย่างเช่น

“จงกล้าที่จะถูกปฏิเสธ”
เขาเล่าว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดามากๆในแวดวงธุรกิจ เราตั้งแต่ในวัยเยาว์เสพติดแต่คำว่า “ได้” จนเคยตัว เมื่อเราโตขึ้น เราพบคำว่า “ไม่” บ่อยครั้งขึ้น เล่มนี้จะพยายามบอกเราให้ตั้งโปรแกรมให้กระหายคำว่า “ไม่” ให้ได้มากที่สุดแทน

นอกจากนี้ เขาพยายามเล่าอย่างมีเหตุผลว่า ให้เรามองภาพตามว่าในโลกใบนี้มีอำนาจเบื้องบนที่จะทำให้เราพบแต่ความสุข และเพื่อที่จะได้พบกับความสุข อำนาจเบื้องบนก็จะส่งบททดสอบอันเจ็บปวดมาให้เราเช่นกัน
บททดสอบที่จะสอนให้เราเรียนรู้ และพบกับเจ้าชายในท้ายที่สุด

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เราชอบ คือเขาเล่าถึงการให้อภัย
ในความคิดของทุกๆคนล้วนคิดว่า การให้อภัยคือ

‘การยอมรับในพฤติกรรมของอีกฝ่าย หรือเป็นการไม่เอาผิดกับการการะทำอันโหดร้ายของเขา แล้วปล่อยให้เขาลอยนวล’

แต่เขาเล่าว่า จริงๆแล้วการให้อภัยคือการเห็นแก่ตัวอย่างไร้ที่ติ
เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับใครเลย เว้นแต่ตัวเราเอง

‘เพราะการให้อภัย ไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ แต่เป็นการปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระต่างหาก’

ความโกรธที่เราสร้างเอาไว้ สุดท้ายเราก็เป็นคนรับมันเอง ไม่มีใครมารับผิดชอบความโกรธของเราไปได้หรอก
จงละทิ้งความโกรธนั้นทิ้งซะ มันแต่จะรั้งทรมาณตัวเราเอง

พอพูดถึงความโกรธ เขาก็ยังเล่าว่า รากเหง้าความโกรธ คือการกล่าวโทษคนอื่น
เขาจึงเสนอยาถอนพิษความโกรธนี้ด้วยการ ยืดอกรับผิดชอบ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
‘เราอาจจะถูกใครบางคนปล้น โกรธ หลอกลวง หักหลัง ต้มตุ๋น’

อ้าวแล้วเราจะไม่โทษคนอื่นได้ยังไงล่ะถูกไหม?

เขาพยายามอธิบายว่า แม้เราไม่มีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว แต่เราควรมีความรับผิดชอบกับพฤติกรรมของตนเองที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
มันเป็นทางเลือกของเราโดยสมบูรณ์

เราเองนั่นแหล่ะที่ทำให้ตัวเองโกรธหรือไม่มีความสุข

4. The Subtle art of not giving a f*ck (ไทย: ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_ง)

แนว: จิตวิทยา/ พัฒนาตัวเอง
เกี่ยวกับ: การช่างแม่ง

ความเห็น: เราซื้อเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว และได้มีโอกาสกลับมาอ่านอีกครั้ง 
ถ้าเปรียบเทียบกับเล่ม Kiss that frog นะ เล่มนั้นจะดู soft ไปเลย

เพราะว่า เล่มนี้คือความจริง ! เน้นการแดกดันในการเล่าเรื่อง

ประโยคที่เราชอบมากในเรื่อง

“ยิ่งคุณรวยมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะรู้สึกจนและไร้ค่ามากขึ้นเท่านั้น 
ยิ่งคุณอยากสวยและเซ็กซี่ขึ้นมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งเห็นตัวเองน่าเกลียดมากขึ้นเท่านั้น 
ไม่ว่าจริงๆแล้วคุณจะมีหน้าตารูปร่างอย่างไรก็ตาม 
ยิ่งคุณต้องการความรักมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเท่านั้น”

การช่างแม่งจริงๆมันให้ผลลัพท์ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

การพยายามหนี หรือหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดนั้นก็เช่นกัน 
เราต้องยอมรับว่าความเจ็บปวดเป็นปมที่ไม่มีวันคลี่ออกจากชีวิต ยิ่งเราไปพยายามกับแก้ปมมากเท่าไร รังแต่จะสร้างความเจ็บปวดย้อนกลับมา เหมือนโรคร้าย

ดังนั้นเขาเลยพยายามสื่อว่า เราควรจะเลิก focus ที่ความเจ็บปวดนั้น

เราไม่จำเป็นจะต้องแคร์ทุกอย่าง ทุกเรื่อง

“ชีวิตของคุณจะต้องแคร์บางสิ่งบางอย่าง”

คำแนะนำคือ อย่าพยายามอ่านเล่มนี้ไปพร้อมๆกับ Kiss That Frog เพราะมันไม่เข้ากันเอาซะเลย

5. Money Fitness เพิ่มพลังแกร่งให้การเงิน

cr. http://www.se-ed.com

แนว: การลงทุน
เกี่ยวกับ: การลงทุนแบบ beginner
ความเห็น: อยู่ในหมวดจิตวิทยา พัฒนาตัวเองมานาน ก็มีหนังสือลงทุนเข้ามาแฮะ 
เล่มนี้ดีย์มาก เขาเริ่มเล่าตั้งแต่การออมไปเลย เบสิคยัน รายรับ รายจ่าย เงินคงเหลือจวบจนเรื่องระยะยาวคือเรื่องเกษียณ

เขาพยายามปรับความเข้าใจถึงการเงินในเรื่องต่างๆ
สุขภาพการเงินที่ดี ควรเป็นอย่างไร
สภาพคล่องที่ดี ควรเป็นอย่างไร

สิ่งที่เด็ดมากในเล่มนี้ คือเขาจะพยายามให้เราอ่านแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าการเงินเราเป็นแบบไหน
ถ้าใช่ อ่านต่อ 
ถ้าไม่ใช่ ข้ามไปเล้ย ไปโฟกัสเรื่องต่อไป 
(ซึ่งจริงๆเราก็อ่านหมด)

และข้อดีอีกอย่างคือ ตัวอย่างเพียบ 
ทำให้เรานึกภาพตามออก

สรุป

จะเห็นได้ว่าหนังสือส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง หรือจิตวิทยาล้วนๆ (แล้วแต่สำนักพิมพ์เขาจะเรียก) 
ถ้าลองดูคร่าวๆ ตีมึนๆ แต่ละเล่ม อันที่จริงแต่ละเล่มก็จะคอนเซปคล้ายๆกันพอสมควร เพียงแต่จะเน้นไปกันคนละแบบ อย่างเรื่องเนยแข็งก็คือการเปลี่ยนแปลง ที่เราต้องยอมรับให้ได้ เล่มแอปเปิ้ล(ออกจากเขาวงกตได้แล้ว) ก็เกี่ยวกับความเชื่อที่เราสร้างมันขึ้นมา
และเล่มกบและช่างแม่ง คือความคิด การมองโลก ที่เราโฟกัสที่ตัวเอง ทำอย่างไรเพื่อเราจะยังมีความสุข

ถือว่าเราโชคดีมากที่ได้อ่านเล่มเหล่านี้พร้อมๆกัน ในห้วงเวลาของความคิด หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดในการแชร์ความคิดเช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อต้นบทความที่ว่าทำไมเราอ่านเยอะขึ้นมา

เพราะว่าเราเปลี่ยนหนังสือเป็นเพื่อนคนใหม่ยังไงล่ะ

เพื่อนที่คอยอยู่เป็นเพื่อนนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน เวลากลับบ้าน นั่งรอนัด หรืือนั่งข้างๆเวลากลิ้งอยู่โซฟา จะพยายามพกนางไปตลอดทุกที่ บางครั้งอ่านก็ดันอ่านจนจบ หรืือบางทีก็กลับมาอ่านใหม่อีกรอบด้วยซ้ำ 555

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้
รัก,
มิว

Comment and Feedback

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.